คนรักสุขภาพ

      สคร.3 ชลบุรี กรมควบคุมโรค..5-13 ตุลาคม 2556

แนะกินอาหารเจ..สุขภาพดีกับเทคนิคการเลือกซื้ออาหารเจให้ปลอดภัย

http://tv11.prd.go.th/chanthaburi/images/article/news96/n20110922155346_906.jpgอาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่ทำมาจากสัตว์ทุกประเภท ที่สำคัญอาหารเจจะงดเว้นการปรุงด้วยผักฉุน 5 ประเภท นั่นคือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย  ใบยาสูบเพราะผักเหล่านี้ มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ อีกทั้งยังมีพิษทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญ ภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ

สำหรับเทศกาลกินเจประจำปี 2556  อยู่ในช่วงวันที่ 5-13  ตุลาคม  2556โดยในเทศกาลกินเจในแต่ละปี จะพบกับปัญหาเรื่องการเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหาร  ซึ่งส่วนมากล้วนแต่จะเป็นผัก ผลไม้  งาดำ งาขาว เมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วเหลือง เป็นต้น  และรวมถึงอาหารแห้ง

·       วิธีการล้างผัก ผลไม้ให้สะอาดได้ดังนี้

1.             การแช่น้ำสะอาดประมาณสัก 5 – 10 นาที  แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

2.             การล้างผักโดยใช้วิธีน้ำไหลผ่านจากก๊อก เป็นเวลาประมาณ 2 นาที

3.             แช่ผักลงในน้ำปูนใส ซึ่งน้ำปูนใสกับน้ำ 50 ต่อ 50 (โดยใช้น้ำปูนใสที่อิ่มตัว) แช่ทิ้งไว้ประมาณสัก 10 นาที

แล้วล้าออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

4.             การแช่ผักลงในน้ำเกลือ โดยมีอัตราเกลือครึ่งช้อนชาต่อน้ำ 2 ลิตร แล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำสะอาด

5.             การแช่ผักในน้ำซาวข้าว ซึ่งวิธีนี้น่าจะทำได้ทุกครั้ง โดยการแช่ผักทิ้งไว้นาน 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำ

สะอาด

6.             การแช่ผักในน้ำส้มสายชูเจือจาง อัตราน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนชาต่อน้ำ 2 ลิตร เป็นเวลานาน 10 นาที แล้วล้าง

ออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

และเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค และในการปรุงอาหารทุกครั้ง ผู้ปรุง ประกอบอาหารควรล้างมือให้สะอาดหรือใส่ถุงมือก่อนหยิบ จับอาหาร หรือใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหาร

·       แล้วกินเจอย่างไรให้ถูกวิธี ไม่ให้อ้วน ไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร

การกินเจใช่เพียงจะมองแต่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ส่วนวิธีการกินเจให้ถูกวิธี มีหลักง่ายๆ 8 ข้อ คือ

1. ต้องมั่นใจว่ารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะหมู่โปรตีน ซึ่งโปรตีนที่จะมาทดแทนเนื้อสัตว์คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วเมล็ดแห้ง

2. ความสะอาด ส่วนมากผู้กินเจในปัจจุบันจะมักนิยมไปซื้ออาหารเจตามร้านค้า ไม่ค่อยปรุงอาหารเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อเรื่องของความสะอาด ดังนั้นผู้ปรุงอาหารเจขายควรคำนึงเรื่องของความสะอาดให้มาก

http://www.siamnarak.com/_files/news/2011_09_03_140725_e9eesjf9.jpg3. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ในที่นี้หมายถึงรสมันจัดกับเค็มจัด เพราะอาหารเจมักจะปรุงด้วยวิธีการผัด-ทอดในน้ำมัน หากเป็นไปได้ควรหันมากินอาหารประเภทต้ม ย่าง อบ ยำ เช่น ยำมะเขือยาว แกงจืดเต้าหู้ ฯลฯ แทน

4. ควรเลือกกินผัก-ผลไม้สด มากกว่าผักดอง เพราะผักสดมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักดอง

5. อาหารเจประเภทที่ปรุงด้วยวิธีการเคี่ยวนานๆ อาจทำให้คุณค่าของสารอาหารสูญเสียไป เช่น ต้มจับฉ่าย ที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน ในส่วนนี้ต้องระวังเรื่องของคุณค่าอาหารจะหายไป

6. กินเจให้ได้ไอโอดีนอย่างเพียงพอ เพราะการทานเจไม่ได้รับประทานอาหารทะเล ดังนั้นการกินอาหารเจก็ควรเติมเกลือไอโอดีนใส่ในการปรุงรสด้วยก็จะช่วยทดแทนได้

7. ควรบริโภคข้าวกล้องมากกว่าข้าวขาว เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนมากกว่าข้าวขาว

8. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม แล้วหันมาดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์แทน

 

เรียบเรียงโดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ(ตุลาคม 2556)

สสจ.จันทบุรี ขอความร่วมมือโรงเรียน และศูนย์เด็กเล็กดูแลความสะอาด ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

นายแพทย์ชรัตน์ วสุธาดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคมือเท้าปาก(Hand Foot Mouth Disease)  ในปี 2556 นี้ ไม่ได้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา แต่มาเร็วกว่าปกติ 1-2 เดือนข้อมูลทางระบาดวิทยา ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่ 1 มกราคม – 10 กรกฎาคม 2556 พบผู้ป่วยแล้ว 124 ราย

นายแพทย์ชรัตน์ กล่าวว่า โรคมือเท้าปาก เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในลำไส้ หรือเรียกว่า เอนเทอโรไวรัส(Enterovirus) มีหลายชนิด ที่พบบ่อยคือไวรัสคอกซากี โดยพบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดปี แต่จะพบมากขึ้นในฤดูฝน เนื่องจากอากาศเย็นชื้น ไวรัสเจริญเติบโตได้ดี ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการระบาดมากจากความแออัด ระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี ระบบความสะอาดสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และสุขวิทยาส่วนบุคคล ส่วนใหญ่มักเกิดตามสถานที่รับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ในการรักษาจะใช้แบบประคับประคองบรรเทาอาการ เช่น ลดไข้ แก้ปวด ผู้ปกครองควรเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะๆ ให้เด็กกินอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไอศกรีม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้มากๆ หากเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดนม เพื่อลดอาการปวดแผลภายในปาก

ที่สำคัญ จะต้องป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิต ซึ่งสามารถสังเกตจากอาการของเด็กได้ หากพบว่าเด็กมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมกินนม หรืออาหาร หรือดื่มน้ำแล้วอาเจียนบ่อย มีอาการหอบแขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนจากภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือน้ำท่วมปอด ในกลุ่มเด็กเล็กที่แนะนำให้ดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีโรคประจำตัวตั้งแต่แรกเกิด เช่นโรคหัวใจ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากภูมิต้านทานอ่อนแอ หากป่วยแล้วจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กทั่วไป

ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยดูแลลูกหลานไม่ให้ป่วย เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ง่าย โดยใช้หลักกินร้อน ช้อนกลางล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากเข้าไปในที่ชุมชนหรือใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยสามารถสังเกตอาการของเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้ คือเด็กมีไข้ปานกลางถึงไข้สูง ร่วมกับมีอาการเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ได้ มีแผลในปาก มีตุ่มแดง ตุ่มพองขึ้นตามมือเท้า ลักษณะไม่คัน ขอให้พาไปพบแพทย์ โรคนี้รักษาได้ ส่วนใหญ่มักอาการไม่รุนแรง หายได้เองภายใน 7-10 วัน มีจำนวนน้อยมากที่จะมีโรคแทรกซ้อน

สำหรับการควบคุมโรคในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หากพบเด็กป่วยต้องแยกเด็กออกจากเพื่อน โดยไม่ให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และต้องคอยทำความสะอาดพื้น ห้องน้ำ สุขา เครื่องใช้ ของเล่น สนามเด็กเล่นตลอดจนเสื้อผ้า ที่อาจปนเปื้อนเชื้อด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปภายในบ้าน

หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน

…………………………………………………………………………………..15 กรกฎาคม 2556

เตือนภัย 15 โรคติดต่อ ที่มาพร้อมกับฤดูฝน 

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในฤดูกาลนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ควรดูแลและป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน ซึ่งมี 5กลุ่ม รวมทั้งหมด 15 โรค ได้แก่
1.กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิดไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ
2.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือไข้ฉี่หนู อาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรงและตาแดง
3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม
4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรคได้แก่
4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน
4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) มียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนาเป็นตัวนำโรค
4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่า เป็นพาหะนำโรค
5.โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดงซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา

นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนานๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือการรับประทานยาลดไข้ เช่น ยาในกลุ่มแอสไพริน ห้ามกินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรคที่สำคัญ 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น

ในการป้องกันโรคในฤดูฝนขอให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่นๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

แนะวิธีดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน

       วิธีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน คุณสามารถทำได้ โดยให้เน้นการออกกำลังอย่างน้อยวันละ30 นาที  และควรเลือกบริโภคผักและผลไม้ที่ให้วิตามินสูง  ซึ่งจะช่วยป้องกันไข้หวัดได้ดี  

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็ร้อนมาก  เดี๋ยวก็ฝนตกเพราะฉะนั้นควรหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้นเป็นพิเศษ  เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้  โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ    โดยเฉพาะโรคไข้หวัดเพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี   อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ในที่สุด   และสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น  และควรที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง  แล้วยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย การออกกำลังกายสามารถทำได้หลายวิธี  เช่นการเต้นแอโรบิค   การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ  การขี่จักรยาน    หรือการเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง  และการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ การออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 5 วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที  แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

การเริ่มต้นออกกำลังกาย ควรเริ่มจากเบาๆ ระยะเวลาน้อยๆ   ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ร่างกาย ปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรงหรือความหนัก และย้ำว่าไม่จำเป็นต้องหนักหรือเหนื่อยมาก  การออกกำลังกายมากเกินไปโดยเฉพาะในอากาศที่ร้อนจัด จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้ง่าย และเป็นโรคที่อันตรายมาก   ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงมาก   เหงื่อไม่ออก  หมดสติ  ไต หัวใจ  ตับวาย  อาจมีเลือดออกทุกอวัยวะ ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ระหว่างออกกำลังกาย  ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ด้วย   สิ่งสำคัญ  ที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกาย  คือ การรับประทานอาหาร  ควรเน้นการรับประทานผัก ให้หลากหลายทั้งสดและลวก  ต้ม  ผัด  และรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น  ส้ม  ฝรั่ง  มะเขือเทศ   องุ่น สัปปะรด มะละกอ  เป็นต้น เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ดังนั้น   หากเราดูแลสุขภาพตน เองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว  ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น  แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย

    ด้วยความปรารถนาดีจาก สสจ.จันทบุรี

โรคไข้เลือดออก
อาการสำคัญ
ไข้สูงลอย ประมาณ 39-40°C นาน 2-7 วัน มักมีหน้าแดง ปวดหัว ปวดตา

ความคิดเห็นปิด